Busking Diary



แถวๆปี 2542 ที่พบว่าการเล่นดนตรีก๊องๆแก๊งๆของตัวเองเริ่มพอหารายได้ให้ตัวเองได้บ้าง

จากการได้รับโอกาสให้ไปเล่นที่ร้านอาหารของอาจารย์ที่เคารพและสนิทสนมกันท่านหนึ่ง

โดยในพ.ศ.นั้นค่าตัวชั่วโมงละ 80 บาทกับอาหารจานเดียว 1 จาน ก็เป็นที่น่ายินดียิ่งแล้ว


หลังจากนั้นก็เริ่มมีโอกาสได้เล่นดนตรีกลางคืนเพิ่มขึ้น เพราะเกิดโซนร้านเหล้าขึ้นแถวถนนนิมมานฯเรียกกันว่า "ซอยโลกีย์" ตอนนั้นร้านวอร์มอัพ คาเฟ่ยังไม่มายังตั้งอยู่แถววัดเกตุอยู่เลย

จากที่เคยเล่นแต่รอบกองไฟบนดอยตามค่ายอาสา ไม่ก็วงเหล้าใต้คณะหน้าชมรมอาสา ก็เริ่มขยับขยายได้มาเล่นในร้านให้คนอื่นนอกจากเพื่อนตัวเองฟังบ้าง ปี 2545 จังหวัดเชียงใหม่ให้กำเนิดถนนคนเดินขึ้นครั้งแรกโดยจัดกันที่ถนนท่าแพจากประตูท่าแพไปถึงแถววัดอุปคุต ร้านรวงต่างๆยังมีไม่มาก ข้าพเจ้าและเพื่อนรุ่นน้องไม่รู้นึกยังไงชักชวนกันว่าไปลองเล่นดนตรีเปิดหมวกกันดูไหม เอ่อ ไปก็ไปกัน ไปยืนเล่นกีตาร์ไฟฟ้ากับเบสใส่ตู้แอมป์เล็กๆจำได้ว่าไม่น่าจะมีไมค์ ตะโกนร้องปากเปล่า เพลงก็มีไม่เยอะ ได้เหรียญมา 5 บาท 10 บาท ก็ดีใจ รวมๆกันซื้อข้าวเหนียวหมูปิ้ง กับเบียร์กินได้ก็พอแล้ว พอมีครั้งแรกก็มีครั้งที่ 2 หลังๆเริ่มชวนรุ่นน้องผู้หญิงต่างคณะไปเล่นไปร้องกันเฮฮาบ้าบอ บางค่ำข้าพเจ้าก็ไปยืนเล่นอยู่ริมฟุตบาธหน้ามช. บางทีก็ประตูรั้วด้านในตรงที่คนจะต้องเดินผ่านทะลุออกไปบ้านนอก

นั่นคือ ความทรงจำแรกๆแห่งการเล่นดนตรีเปิดหมวก ตอนนั้นยังไม่รู้จักคำว่า "Busking" เลยด้วย



เลยช่วงนั้นมาก็ไม่ค่อยได้ไปเปิดหมวกที่ไหนแล้ว เพราะย้ายตัวเองไปเล่นในร้านเหล้าโดยสมบูรณ์เล่นคนเดียว, เล่นเป็นคู่, เล่นเป็นวง รับเงินเป็นวันเป็นอาทิตย์เป็นเดือน เล่นเสร็จกินเหล้า เฮฮา ใช้ชีวิตอย่างนั้นอยู่กับเสียงปรบมือ, เสียงตะโกนร้องเพลงตาม วนไปวนมาอยู่หลายปี จนถึงวันที่ได้ทำเพลงของตัวเอง ได้ทำวง ได้มีโอกาสไปเล่นบนเวทีใหญ่ๆต่างที่ต่างถิ่น มีรูปลงหนังสือ, มีสัมภาษณ์ จนไม่น่าเชื่อว่าเราจะเดินทางมาไกล หมายถึงไกลจากชีวิตที่ควรจะเป็นน่ะนะ คือ ออกนอกลู่นอกทางมาไกลจนกว่าจะกลับเข้าเส้นทางเดิมเสียแล้ว


จากแรกเริ่มสมัยเล่นดนตรีใหม่ๆตกเย็นนี่กระเหี้ยนกระหือรือจะรีบไปร้าน อยากไปร้องเพลงอวดสาวอวดคนนั้นคนนี้ อยากจะเมาเฮฮากับเพื่อนๆ ผ่านไปเกิน 10 ปี มองมันดูอีกที ทำไมมันเนือยๆล้าๆหว่า บางวันไม่อยากจะออกไปไหน แต่พอออกไปก็เมาเหมือนเดิม กลับมานั่งนึกดูทำไมกูต้องมานั่งเล่นดนตรีอยู่บนเก้าอี้ตัวนี้ตัวเดิมซ้ำๆ ความสุขจากที่เคยพยายามแกะเพลงซ้อมเพลงตอนอยู่หอในมช. มันหายไปไหนนะ

หลายปีก่อนมีโอกาสได้ไปเล่นดนตรีจิตอาสาในโรงพยาบาลสวนดอก เฮ้ย... ความรู้สึกดีๆกับดนตรีมันกลับมาอีก ไม่ต้องเล่นให้เจ้าของร้าน, เด็กเสิร์ฟเดิมๆฟัง เปลี่ยนมาเล่นให้คนไข้, ญาติคนไข้,เจ้าหน้าที่พนักงาน เล่นมันตอนเที่ยงๆเล่นโดยไม่มีค่าจ้างใดๆ แค่มีรอยยิ้มกับเสียงปรบมือบ้างหรือการเดินเข้ามาคุยวิสาสะกันนิดหน่อย กลับให้ความรู้สึกดีอีกอย่าง เวลาถัดๆกันมา รุ่นน้องที่มช.ผู้ตอนนั้นไปทำงานอยู่ a day BULLETIN ติดต่อมาอยากทำบทความเกี่ยวกับนักดนตรีเปิดหมวกแล้วมาสัมภาษณ์มาคุยกัน

หลังจากนั้น บอกตัวเองว่าเมื่อมีโอกาสจะพาตัวเองไปเล่นดนตรีในที่ที่ไม่ต้องแบกความคาดหวังอะไรมากมาย ไม่มีใครจ้าง เอาตัวเองและดนตรีในแบบที่ตัวเองมีความสุขที่ได้เล่นได้ร้อง เพลงตัวเองบ้าง เพลงไหนอยากเล่นล้วเชื่อว่าคนที่ได้ฟังจะมีสุขก็เลือกมาเล่นมาร้อง

ออกไปยืนสื่อสาร มองหน้าสบตายิ้มให้กัน ต่างชาติต่างภาษาก็ไม่เป็นไร กลับพบความสุขอีกแบบขึ้นในหัวใจ


รู้ตัวอีกทีก็เกิน 3 ปีแล้วที่ออกไปเล่นดนตรีเปิดหมวกตามที่ต่างๆส่วนใหญ่ก็ในเชียงใหม่ และเมื่อมีโอกาสไปต่างบ้านต่างเมือง ถ้าทำได้ก็จะทำ และยามออกไปเล่นดนตรีแบบนี้แทบทุกครั้งมักเจอะเจอเหตุการณ์หรือผู้คนที่น่าประทับใจไม่มากก็น้อยเสมอๆ เลยอยากจะเอามาบันทึกไว้ใน "Busking Diary" ไว้เผื่อใครจะสนใจ


ลิงค์ a day BULLETIN ฉบับนั้น

https://issuu.com/adb_life/docs/adb_life77?fbclid=IwAR3gqZSFofvyXs3TiRZLfcLFY2SWJjwkxocHN-6IL_5Hx1CXTn1BOmnY2V0

©2019 by ChaHarmo. Chiang Mai, Thailand