แม่ตอนที่ 1 – หญิงสาวผู้ไม่มีวันเกิด

ตัดภาพมาพุทธศักราชที่ 2490 ริมแม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาทในยุคที่ประเทศไทยเรายังไร้เขื่อนการเดินทางหรือขนส่งระยะไกลจะใช้ทางน้ำเป็นหลัก เชื่อมกันตั้งแต่จีนลงไปถึงแหลมมลายู มาจากทะเลจีนใต้ ทางอันดามัน หรือเข้ามาในเจ้าพระยาผ่านนครสวรรค์ ชัยนาทลงไปกทม. เลยก็ได้

แม่เกิดเดือนกุมภาพันธ์ วันอังคารต้นเดือน ปี 2490 ฝีมือทำคลอดโดยหมอตำแย ชื่อ ยายทับที่บ้านเนินไผ่ ต วัดโคก อ มโนรมย์ จ ชัยนาท มีแม่ชื่อยายติ่งและพ่อชื่อตาเปรื่อง พอคลอดลูกเสร็จยายใช้ตาไปแจ้งเกิดกับผู้ใหญ่บ้าน ตาเดินไปๆคงเหนื่อยเจอเพื่อนนั่งกินเหล้ากันอยู่เลยแวะไปนั่งกินกับเค้า สรุปวันนั้นไปไม่ถึงผู้ใหญ่บ้าน อาจจะเพราะคนยุคนั้นก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องวันที่เกิดเท่าไหร่ด้วยมั๊ง มารู้ตัวกันอีกทีไปแจ้งก็เลยวันเกิดมาหลายวันมากแล้ว วันไหนก็ไม่รู้สุดท้ายแม่ก็ไม่มีวันเกิดที่ชัดเจนในทะเบียนบ้านตั้งแต่นั้นมา


แม่มีพี่สาวแก่กว่า 1 ปี และน้องสาวที่อ่อนกว่า 3 ปี แต่ชีวิตบ้านนอกยุคนั้นที่ไร้ซึ่งไฟฟ้าใช้ ไม่มีสื่อสิ่งพิมพ์กิจกรรมของเด็กที่ห่างกัน 4-5 ปีจึงเหมือนๆกันนั่นล่ะทำงาน คือ ทำนา, หาปลา, เตรียมของขายแล้วก็เรียนเรียนโรงเรียนวัดหนองม่วงกันตอนนั้น (วัดเดียวกับที่ลูกชายของแม่ 2 คนบวช)

ตาจ๋า (ชื่อที่เราใช้เรียกตา) หรือตาเปรื่องเป็นชายไทยในพื้นที่ คือ มีต้นตระกูลอยู่แถวๆนั้นนั่นล่ะ บ้านแถวๆนี้ข้าพเจ้ายังจำได้ว่าตอนเด็กๆมาเที่ยว เวลาผ่านหน้าบ้านแต่ล่ะหลังเห็นมีกันอยู่ไม่กี่นามสกุล อยู่แก้ว, สาแช ประมาณนี้ ตาจ๋าเป็นลูกของปู่วอน ย่าเจิม แกเกิดเมื่อปี 2463 ปลายรัชกาลที่ 6 เกิดมาก็ไม่ได้เรียนหนังสือ เลยอ่านหนังสือไม่ออก เกิดมาก็ทำงานแบบชายไทยทั่วไป หาปลา, ทำนา, ทำอาหาร, ต้มเหล้ากินเหล้า ชอบเมาและชอบร้องเพลง ตาหน้าตาหล่อและเป็นนักเลงชอบกินเหล้ากับเพื่อนๆ ขโมยหมูเห็ดเป็ดไก่ชาวบ้านเค้าเอามาทำกับแกล้มเสมอๆ เมาก็ชอบไปร้องเพลงตามงานบวชงานอะไรที่มีเครื่องปั่นไฟและไมโครโฟน มาพบรักกับยายติ่ง(เกิดปี 2468) ซึ่งเป็นลูกครึ่งไทยและคนจีนอพยพ พ่อใหญ่ชื่อ ตาสม อยู่แก้ว เป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดของหลวงปู่ศุขวัดปากคลองมะขามเฒ่าทำให้ตาสมมีวิชาอาคมติดตัว เล่นของ เล่นอะไรเยอะแยะมากมาย ส่วนแม่ใหญ่ชื่อ กิมเฮี๊ยะ แซ่เอี๊ยะ ล่องเรือมากับก๋ง ละก็มาค้าขายทางเรือกันแถวๆบ้านเนินไผ่ มีเรื่องเล่ากันในบ้านว่าตอนสาวแม่ใหญ่เป็นสาวหมวยที่สวยน่ารักแปลกตาคนยุคนั้นโดนพ่อใหญ่คว้ามาได้โดยการทำยาเสน่ห์ใส่ส้มให้กินแล้วก็ตกเป็นเมีย

ด้วยความที่ตาเปรื่อง สาแช เป็นคนหน้าตาดีแต่มีความเป็นนักเลงสูงชอบดื่มกิน ชอบต่อยตี ยิงคน ทำให้ยายเฮี้ยะไม่ถูกชะตาเมื่อตาเปรื่องมาจีบยายติ่ง ลูกสาวคนที่ 3 วางแผนจะส่งสาวติ่งไปอยู่กับญาติที่สระบุรีให้ไกลๆจากตาเปรื่อง แต่ยายติ่งแอบได้ยินเข้าเลยรีบไปบอกตาเปรื่องให้มาสู่ขอเป็นเรื่องเป็นราว สุดท้ายทุกสิ่งทุกอย่างก็พ่ายให้กับความรัก


ป้า แม่ น้า เรียนโรงเรียนวัดหนองม่วงโดยเดินเลาะแม่น้ำเจ้าพระยาจากหน้าบ้าน(เมื่อก่อนริมน้ำเรียกว่าหน้าบ้านถนนลูกรังเป็นหลังบ้านตอนหลังกลับกัน)ไปนี่ล่ะ เมื่อก่อนนู้นถนนสายเอเซียยังไม่ได้เริ่มสร้าง การเดินทางระหว่างภาคเหนือและใต้ ผ่านภาคกลางจะอ้อมไกลมากจากเชียงใหม่จะไปกทม.ต้องไปผ่านตากฟ้า ลพบุรี สระบุรี โคราช ถึงจะเข้ากทม.ได้ แม่บอกว่าเมื่อก่อนรถไฟจึงเป็นที่นิยมกว่า ชุมทางรถส่วนใหญ่จะอยู่ที่ มโนรมย์ ชัยนาท นี่ล่ะ ยานพาหนะที่ใช้กันแถวนี้คือจักรยานส่วนใหญ่จะเป็นเดิน เรือจะมีให้ตาใช้ไปหาปลาหรือเข้านา


แม่เรียนถึงป.4 ทั้งที่อยากจะเรียนต่อแต่ก็ต้องเสียสละให้ป้าซึ่ง ป้าเองน่ะไม่ค่อยอยากเรียนแต่ป้าก็ได้เรียน เรียนถึงม.4 ส่วนแม่จบไว้ที่ป.4 ก็ออกมาช่วยตาทำนาออกเรือหาปลา ช่วยยายขายของที่บ้าน ทำกับข้าว ทำขนม ต้มเหล้าขาย กิจวัตรเป็นอย่างนี้อยู่หลายปี จนอายุ 17-18 นั่นล่ะ

พอย่างเข้าวัยรุ่นแม่กับน้าอู๊ด ก็เริ่มจะเป็นสาวก็อยากจะแบบออกไปเที่ยวดูหนงดูหนังตามงานอะไรงี้กันบ้าง เมื่อก่อนก็จะชอบมีหนังขายยาเข้ามาฉายที่ชลประทาน น่าจะเป็นสื่อโฆษณาสื่อเดียวที่เข้าถึงผู้คนชนบทเมื่อก่อน ตอนนั้นไฟฟ้าก็ไม่มี วิทยุ AM ก็เครื่องใหญ่ใส่ถ่านเยอะๆ ในหมู่บ้าน 10 บ้าน จะมีสักเครื่องนึง การเอาหนังเข้ามาฉายเและพักขายยาจึงเป็นการโฆษณาประชาสัมพันธ์และปิดการขายได้ในคราวเดียวกัน


แต่ แต่ มันไม่ง่ายเลยที่ลูกสาวของนักเลงเก่าจะไปเที่ยวไหนได้ง่ายๆ ตาเปรื่องเป็นคนร้ายทุกเรื่องยกเว้นเรื่องเดียวคือ แกไม่เจ้าชู้เลย แต่กลับหวงลูกสาวอย่างน่ากลัว ไม่ยอมให้ออกไปเที่ยวไหนเลย หลายๆงานวัดที่แม่กับน้าอยากไปเที่ยวจึงจะต้องมีการวางแผนอย่างดี หลายครั้งเป็นไปโดยขอตาขอยายว่าจะไปขายของนะ ขายกล้วยทอดบ้าง ข้าวโพดปิ้งบ้าง โดยจะช่วยกันกุลีกุจอเตรียมของอย่างดีเพื่อไปขาย รีบขายรีบเลิกละไปเดินดูลิเก ดูหนัง ฟังเพลงกัน


กิจวัตรของตายามเย็นหลังเสร็จงานของแต่ล่ะวันคือ กินเหล้า กินข้าว เมา หลับ ก่อนนอนก็จะเช็คถามลูกถามเมียว่าอยู่บ้านกันเรียบร้อยยังแล้วก็หลับไป ตื่นเช้าก็ต้องตื่นมาเจอกันพร้อมหน้ากันช่วยกันทำงานแต่เช้ามืด มีอยู่คืนหนึ่งวงดนตรี จุฬารัตน์มาเปิดวิกแสดงที่ตัวอำเภอ มโนรมย์ วงจุฬารัตน์ตอนนั้น มี “โฆษิต นพคุณ” และ “ชาย เมืองสิงห์” เป็นดาวเด่น แม่และน้าอู๊ดคุยกันว่าพลาดไม่ได้ งานนี้ แต่จะแอบไปยังไงกัน … แผนทั้งหลายก็ถูกวางอย่างแยบยล ตกเย็นแอบเอาจักรยานไปฝากเพื่อนไว้ก่อนที่บ้านข้างๆ ที่จะไปด้วยกัน เอาเสื้อผ้าที่จะเปลี่ยนไปเที่ยวใส่ถุงแขวนไว้บันไดด้านนอก ตกเย็นย่ำ แม่กับน้า รีบช่วยยายติ่งปิดร้านเก็บข้าวเก็บของกันขยันขันแข็ง ตาเปรื่องเมาเข้ามาเหมือนจะขึ้นไปหลับก่อน หลังจากแม่กับน้าลงไปอาบน้ำในแม่น้ำเสร็จ เปลี่ยนผ้าเอาชุดสวยมาใส่ แม่ข้าพเจ้าเดินไปรอที่บ้านยายกีที่ฝากจักรยานไว้ รอให้น้าอู๊ดล้อคบ้านจากด้านนอกแล้วตามไป ในยุคที่ไฟฟ้าไม่มีใช้ รอบตัวมีแต่ความมืดและเงียบสนิท เสียงก๊อกๆแก๊กๆพยายามจะล้อคประตูปลุกตาจ๋าตื่น ตะโกนถาม ใคร!!?! มึงเป็นใคร ?!! ทำไมไม่ตอบ ด้วยแกอาจจะกลัวขโมยขโจร เลยคว้าปืนยาว โผล่มาฟาดหลังน้าอู๊ดเข้าเต็มแรง แล้วก็ด่าลูก ว่าเรียกแล้วทำไมไม่ขานก่อนจะขึ้นไปนอนต่อ

แม่ยืนรอกับแก๊งเพื่อน เห็นน้าอู๊ดเดินมามืดๆตะคุ่มๆมาร้องไห้ กระซิกๆ แม่ถามเป็นอะไร น้าอู๊ดตอบทั้งน้ำตา “พ่อตีกู” แม่ตกใจเลยถามน้องสาวไปว่า เอาไง แล้วจะไปไหม น้าตอบ “ไปสิ”

ชีวิตหลังจบป. 4 ของแม่ตอน 9 ขวบยันอายุ 19 จึงไม่มีอะไรมากกว่าทำงานๆๆ เพิ่มพูนทักษะทางการทำอาหาร ทำของขาย ทำนา หาปลา ฯลฯ ไปเรื่อยๆ โดยที่ก็ไม่รู้ว่าอนาคตอะไรจะเป็นยังไง ความบันเทิงผ่านสื่อใหม่ๆอาจจะเพิ่งเริ่มๆเข้ามา

แต่วิถีชีวิตของแม่ตอนนั้นยังคงเดิม ตื่นเช้ามืดทำงาน ตกเย็นหาบน้ำไปเลี้ยงหมู

แล้วเย็นวันหนึ่งวันนั้น ชีวิตแม่ก็กำลังจะเปลี่ยนไป

มีรุ่นพี่แถวๆบ้านที่รู้จักมักจี่กับตาเปรื่องดีมักจะแวะมาคุยหา แกขี่มอเตอร์ไซค์ฮอนด้าคันใหญ่ ซึ่งเป็นของแปลกตาของคนแถวนั้นยุคนั้นแน่ๆ พี่คนนี้มาคุยมาเล่าให้ตาเปรื่องฟังว่าที่กองบิน 4 ตาคลีเพิ่งมีการตั้งค่ายทหารอเมริกัน กำลังต้องการคนงานไปทำงานหลายส่วนมาก ทั้งแรงงานก่อสร้าง พนักงานเสิร์ฟ แม่บ้าน ฯลฯ ทำไมไม่ให้อี๊ด ไปทำงานดู เงินดีนะ

ตอนนั้นปี 2509 หญิงสาวผู้ยังไม่เคยมีแฟนและไม่มีวันเกิด… ชีวิตกำลังจะเปลี่ยนและดำเนินมาเป็นแม่ของข้าพเจ้าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า



29 views

©2019 by ChaHarmo. Chiang Mai, Thailand