เจ้า 626 (รถของพ่อ)

รถยนต์คันแรกของบ้านเราถูกซื้อเมื่อปี 2515 หลังพี่ชายเกิดมาได้ปีนึง เป็นรถดัสสันรุ่นอะไรสักอย่างมือหนึ่งเลยราคาเงินสด 70000 แต่ผ่อนเลยมีดอกเบี้ยอีก 20000

พ.ศ.2523 หลังผิดหวังกับการสอบนายทหารพ่อก็ลาออกจากราชการหลังผมเกิดมาปีนึง มาเป็นเอเยนต์ให้บริษัทนึงส่งแรงงานไทยไปทำงานตะวันออกกลางน่าจะเป็นซาอุดิอะราเบียเป็นหลัก ด้วยเกษตรกรไทยทำนาทำไร่ก็ไม่เคยได้ผลผลิตดี ได้ดีก็โดนกดราคาทำให้เหล่าเกษตรกรไทยหลายคนพากันขายที่นาเอามาจ่ายค่าหัว ค่าใช้จ่ายเพื่อเดินทางไปทำงานต่างประเทศซึ่งรายได้ต่อเดือนถือว่าสูงมากถ้าเทียบกับทำเกษตร ช่วงนั้นประเทศตะวันออกกลางก็กำลังเร่งตั้งโรงน้ำมันนั่นล่ะเลยทำให้ต้องการแรงงานอย่างสูง คนไทยแห่กันไปหมด ซึ่งก็ทำให้บ้านเรามีรายได้เพิ่มสูงอย่ารวดเร็วจากการทำงานของพ่อคนเดียวเพราะแม่เป็นแม่บ้าน นอกจากส่งลูกเรียนได้สบายๆแล้ว เราก็สร้างบ้านใหม่ตอนปี 2525 น่าจะเป็นบ้านปูนหลังแรกๆ มีทีวีสีเครื่องแรกๆ แล้วบ้านเราก็มีโทรศัพท์เครื่องแรกของละแวกนั้นในหลายปีต่อมา



ในความทรงจำของผมไม่มีภาพบ้านหลังเก่าอยู่เลย จำได้แต่เพียงช่วงที่กำลังสร้างบ้านหลังใหม่แทนหลังเดิม ช่วงนั้นต้องไปนอนที่บ้านยายจิตรคนบ้านติดกันอยู่พักนึง เมื่อบ้านหลังใหม่เสร็จได้ 2 ปีรถก็เก่าทันทีพ่อตัดสินใจขายดัสสันให้ญาติไป แล้วซื้อคันใหม่เป็น มาสด้า 626 คันนี้ล่ะ ภาพจำที่ชัดเจนของรถยนต์กับผมก็คือเจ้ารถคันนี้ รถยนต์ที่มีวิทยุในรถ,มีแอร์เย็น เวลาเดินทางไปบ้านยาย, บ้านญาติด้วยกันทั้งบ้าน มันเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากๆ ผมชอบจินตนาการว่าตัวเองกับครอบครัวอยู่ในรถด้วยกันกำลังเดินทางขณะที่ฝนตกพรำๆไปบนทางที่มีต้นไม้เขียวๆมีเพลงเพราะๆมันมีความสุขมาก

พ่อเป็นคนขับรถเป็นแต่ขับไกลๆไม่ได้ ช่วงวัยนึงที่พี่ชายไปเรียนม.ปลายที่กทม.หลายครั้งเราต้องไปหาพี่ชายกัน พ่อก็จะเรียกคุณน้าคนนึงชื่อ “น้าสำราญ” เป็นลูกพี่ลูกน้องกับแม่ เชี่ยวชาญการขับรถทางไกลและขับได้หลายประเภทมาช่วยขับให้โดยแกต้องขี่มอเตอร์ไซค์มาจากอำเภอตากฟ้าตอนตี 3 มาจอดทิ้งไว้บ้านเราแล้วออกไปกทม.กันตอนตี 4 รถของคันนี้เดินทางไกลสุดโดยพ่อขับเองจึงไปถึงเพียงกำแพงเพชรและอ่างทองแค่นั้น ถ้าไกลกว่านั้นน้าสำราญขับหมด

ในช่วงปี 2538 พ่อตัดสินใจจะทิ้งบ้านไปทำงานต่างแดนซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มากเพราะปรกติ แกแทบจะไม่ไปไหนเลย ไม่ยอมไปค้างที่อื่น หวงบ้านอยากจะอยู่แต่บ้าน แต่รอบนี้ต้องไปไกลถึง “เกาะเวค”เกาะเล็กๆกลางมหาสมุทรแปซิฟิคซึ่งเป็นฐานทัพอากาศอเมริกันเก่าซึ่งด้วยสกิลภาษาอังกฤษและประสบการณ์ทำงานกับฝรั่งในกองบิน 4 สมัยสงครามเวียดนามทำให้พ่อผ่านกันคัดเลือกอย่างสบายๆ


ก่อนจะไปนี่ล่ะที่ต้องจัดการหลายสิ่งอย่าง เพราะผมเองก็กำลังเรียนม.6 ปีสุดท้ายของม.ปลายแล้วโรงเรียนอยู่อำเภอเมืองแต่ต้องพักอยู่กับแม่ที่บ้านตาคลี พี่ชายตอนนั้นก็อยู่อีสาน หลังวางแผนจัดการนั่นนี่เรียบร้อยเหลืออีกเรื่องคือ “รถยนต์” เพราะจะจอดทิ้งไว้เฉยๆโดยไม่สตาร์ทเครื่องไม่เอาไปขับเลยไม่ได้ไม่งั้นพังแน่ๆ ด้วยพ่อเนี่ยเป็นคนห่วงหวงทั้งคนและข้าวของของแกไปหมด เชื่อไหมว่ารถมอเตอร์ไซค์ก็ยังไม่เคยสอนลูกขับขี่เลยลูกๆต้องไปหัดกันเอง ส่วนรถยนต์นอกจากพ่อก็มีพี่ชายที่พอจะขับเป็นแต่ก็ไปเป็นเพราะรถคนอื่น ส่วนผมและแม่ไม่เคยได้ไปนั่งที่นั่งคนขับกันเลย พ่อเลยมีดำริว่าให้ผมฝึกขับรถโดยแกจะสอนเองและจะพาไปทำใบขับขี่ ซึ่งก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรหัดอยู่ไม่กี่วันก็ไปสอบใบขับขี่ผ่านได้คะแนนเต็มก่อนเอารถกลับมาจอดเฉยๆไว้ที่บ้าน แกบอกว่าว่างๆวันไหนก็เอาออกไปขับวนๆแถวบ้านแล้วกันให้เครื่องมันได้ใช้แต่อย่าขับไปไกลๆนะ




หลังพ่อไปได้สักพัก วันหนึ่งผมเลิกจากโรงเรียนนั่งรถบัสกลับบ้าน เดินจากถนนใหญ่เข้ามาถึงบ้านตามปรกติ เจอรถยนต์จอดอในโรงรถพบมีรอยบุบอยู่ตามมุมรถ ดูไปดูมา เฮ้ย มีรอยทั้งสี่มุมเลย ซ้ายขวาหน้าหลังไปชนอะไรยังไงได้ รถก็จอดของมันอยู่เฉยๆเจอหน้าแม่ก็เลยรีบถาม แม่ก็เลยสารภาพมาเสียงอ่อยๆว่าแกทำเอง 555 คือ อยากจะหัดขับบ้างก็เหมือนว่านัดน้าสำราญมาสอนขับมั๊งอยู่วันนึง อีกวันเลยลองขับเองถอยออกจากบ้านเอง ซอยหน้าบ้านแคบมาก แกถอยไม่พ้นเลยชนประตูรั้วบ้าน ถอยไม่พ้นเลยเดินหน้า หน้าก็ดันไปชนกับข้างหน้าอีกสรุปถอยไปถอยมา ชนหมดเลยทุกมุมสุดท้ายดับเครื่องเดินไปตามคนข้างบ้านมาถอยเก็บให้ รู้เลยว่าแม่ต้องเครียดเพราะพ่อหวงรถมากๆเป็นรอยนิดนึงนี่แกเห็นแน่ๆแต่ก็นะยังมีเวลาอีกหลายเดือนกว่าแกจะกลับยังพอมีเวลาจัดการ แล้วเรื่องของแม่ก็เล็กไปเลยเมื่ออยู่ดีๆพี่ชายก็เอ่ยขึ้นว่าจำเป็นต้องขอรถไปใช้ โดยยกเรื่องต้องเดินทางข้ามจังหวัดบ่อยๆมาอ้าง อีกทั้งรับปากกับแม่ว่าเดี๋ยวจะเอารถไปจัดการเรื่องรอยที่แม่ทำไว้ด้วยพวกเราก็เลยโอเคตกลงกันว่ายกรถให้พี่ชายไปใช้โดยจะบอกพ่อไม่ได้ แล้วก่อนพ่อจะกลับมาต้องเอารถมาจอดคืนไว้ที่บ้าน พี่ชายก็เอารถไปใช้เสียไกลแถวอีสานใต้ ศรีสะเกษ, สุรินทร์ อะไรนั้นล่ะ เวลาพ่อโทรมาที่บ้านถามถึงรถเราก็บอกว่าจดอยู่นี่ล่ะ เอาออกไปขับบ้างเป็นพักๆทุกอย่างก็น่าจะเป็นไปด้วยดีอีกเดือนสองเดือนพ่อจะกลับแล้วแม่ก็เริ่มกำชับพี่ชายให้เตรียมเอารถไปทำนะ พี่ก็รับปาก แต่แล้ววันหนึ่งเหตุการณ์สะเทือนขวัญก็เกิดขึ้น พี่ชายโทรมาบอกว่าเอารถไปคว่ำมาอย่างรุนแรง ถนนลื่นเข้าโค้งแล้วเสียหลักพลิกหงายท้องหมุนไป กระจกหน้ากระจกหลังแตกหมด

นี่คือความฉิบหายของจริงครับ รอยทั้ง4มุมของแม่นี่เปรียบดั่งดาวลูกไก่ในจักรวาลไปเลย รีบระดมหาทางแก้กันประเด็นคือ สภาพรถที่พี่ชายเล่ามาคือ ยับเยินมากๆรถไม่มีเข็มขัดนิรภัยด้วยแต่คนในรถไม่มีใครเป็นอะไรมากเลย ถือว่าโชคดีที่สุดแล้ว พี่ชายดำเนินการเอารถเข้าอู่คราวนี้ล่ะมึงจากจะทำสีสี่จุดเล็กๆ กลายเป็นต้องทำสีทั้งคัน ใส่กระจกใหม่ 2  บานหน้าหลัง ไฟบางดวงที่แตกต้องเปลี่ยนกรอบใหม่ จำไม่ได้ละว่าใช้งบเท่าไหร่ แต่ที่ต้องลุ้นกันเสมอคือมันจะทันพ่อกลับมาหรือเปล่า พี่ชายก็เช็คกับทางอู่เสมอๆก็บอกว่าทันนะ แต่พอถึงกระบวนการทำสีจริงๆพบว่าสีเดิมของรถดันหาไม่ได้มีแต่ใกล้เคียง ไอ้เราอยู่ทางบ้านมันก็ไม่เห็นอ่ะเนาะ ยุคนั้นมันไม่มีอินเทอร์เน็ตไม่มีไลน์มาส่งรูปให้ดูกัน ก็ต้องให้พี่ชายตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนไหมสุดท้ายยังไงมันก็ต้องเปลี่ยนน่ะให้มันมีรถไปให้พ่อเห็น

และแล้วเสร็จทันพอดี วันที่รถกลับมาจอดที่บ้านแว๊บแรกที่เห็นก็รู้ละว่าสีมันไม่เหมือนเดิมเดินเข้าไปดูใกล้ๆอ้าว กระจกมองข้าง 2 อันกลายเป็นกระจกไฟฟ้าไปเฉย ตอนแรกเป็นแบบใช้มือปรับ เป็นกระจกไฟฟ้าไม่เท่าไหร่แต่รถนี่มันไม่มีระบบนี้ไงก็เลยเป็นกระจกไฟฟ้าที่มีแต่สายไฟห้อยๆไว้ คิดในใจ ใครมันจะไม่รู้วะว่ารถมันแปลกไป นับภาษาอะไรกับพ่อซึ่งจำรายละเอียดรถได้หมด เอาเถอะ ถึงตอนนั้น เรา 3 คนก็ต้องปล่อยมันเป็นไปละ ในใจก็คิดว่าพ่อคงคิดถึงบ้านมาก คิดถึงลูกเมียคงมองข้ามเรื่องรถไปแล้วล่ะอะไรแบบนั้น



ช่วงที่พ่อจะกลับมาเป็นช่วงที่ผมต้องไปเชียงใหม่แล้ว เตรียมจะเปิดเทอมเลยไม่ได้ไปรับพ่อที่ดอนเมือง จำได้ว่าน้าสำราญกับแม่ขับรถไปส่งที่มช. ก่อนจะรีบกลับเพื่อรอพี่ชายมาสมทบที่บ้านแล้วอีกวันก็ไปรับพ่อที่ดอนเมือง ค่ำๆอีกวันนั้นทุกอย่างดำเนินไปด้วยดีรับพ่อขึ้นรถแล้วก็คุยกัน ด้วยความคิดถึงจนถึงบ้านนั่นล่ะวันแรกก็ผ่านไปด้วยดี วันที่ 2 ก็ยังวุ่นกับเอาของฝ่งของฝากออกจากกระเป๋าจัดบ้านนั่นนี่ พอวันที่ 3 นั่นล่ะ ถึงมีคำถามออกมาจากพ่อ 5555 คือ พ่อเห็นตั้งแต่ดอนเมืองแล้วว่ากระจกมองข้างทำไมมันมีสายไฟห้อยๆออกมาก่อนไปมันไม่ใช่งี้นี่ ตอนกลางวันเมื่อแสงสว่างมันทำให้มองเห็นอะไรชัดก็รู้แล้วว่าสีรถมันแปลกๆสุดท้ายก็ต้องสารภาพกันไปตามจริงว่ามันเกิดอุบัติเหตุนะ

นอกจากหวงรถมากแล้วที่มากกว่าคือห่วงว่าพี่ชายจะเป็นอะไรไปจากอุบัติเหตุครั้งนั้น นี่เป็นครั้งแรกๆที่สมาชิกในครอบครัวรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องใหญ่มาก แต่พ่อกลับไม่โมโหรุนแรงเพราะปรกติพ่อจะเป็นคนโมโหง่ายโวยวายเก่ง ลงมติว่าคงเพราะห่างบ้านห่างครอบครัวไปนาน นานที่สุดในชีวิตแกแล้วก็ว่าได้กลับมารอบนั้นเลยทำตัวน่ารัก ปล. มาสด้า 626 ก็ยังเป็นรถคู่บ้านเรามาจนกระทั่งทุกวันนี้โดยคนที่จะขับได้มีเพียงพ่อคนเดียวเท่านั้น แกก็ไม่ยอมให้ใครขับนอกจากน้าสำราญ และ 626 ก็ได้เดินทางไกลที่สุดในชีวิตมันและชีวิตพ่อคือตอนไปเชียงใหม่เมื่อผมกำลังจะขึ้นปี 2  นั่นเองโดยพ่อเป็นคนขับไปเองตลอดทาง ส่วนขากลับน้าสำราญขับ

11 views

©2019 by ChaHarmo. Chiang Mai, Thailand