อยากบอกเธอรักครั้งแรก…แรก

ถ้าไม่นับสมัยอุดมศึกษาที่อยู่ในมหาลัยเชียงใหม่มาเกิน 10 ปี ชีวิตอนุบาลถึงประถมนั่นแหล่ะที่นานสุดเรียนอยู่ 8 ปีที่เดิมเพราะมัธยมก็ย้ายไปอีก 2 ครั้ง

เข้าเรียนโรงเรียนประดับวิทย์ตั้งแต่ชั้นอนุบาล 1 จนถึง ป.6 ซึ่งก็ไม่รู้ทำไมต้องที่นี่เพราะในตาคลีก็มีอีกหลายโรงเรียน ลืมถามพ่อกับแม่เหมือนกัน เอาเป็นว่าก็เรียนมาเรื่อยๆ เค้าให้เรียนก็เรียน

ประดับวิทย์เป็นโรงเรียนสหศึกษาเอกชน ผู้ชายกางเกงน้ำเงิน ผู้หญิงกระโปรงแดงเอาจริงๆก็ถือว่าเก๋ไก๋ในยุคเกือบ 40 ปีที่แล้วเพราะหลังจากประดับวิทย์ผมก็ใส่แต่กางเกงสีกากีมาตลอดรู้สึกเชยมากเวลาต้องมาสอบมาอะไรที่กรุงเทพฯ

ด้วยความเป็นโรงเรียนสหฯทำให้มีเพื่อนผู้หญิงมาตั้งแต่อนุบาลนั่นล่ะ ปัญหาการปรับตัวกับผู้หญิงจึงไม่ค่อยมีแต่ที่มีนั่นคือส่วนตัว เพราะเมื่อก่อนเป็นคนไร้ความมั่นใจอย่างรุนแรง ขี้กลัว ไม่กล้าทำอะไร ไม่มีความเป็นผู้นำ ลูกแหง่ดีๆนั่นเอง เลยทำให้ไม่ค่อยคุยกับเพื่อนผู้หญิงเสียเท่าไหร่แม้จะเห็นเดินไปเดินมาในห้องเรียนนั่นล่ะ เวลาต้องไปเต้นรำประจำปีคู่กับผู้หญิงแล้วมันต้องโดนมือโดนอะไรกันนี่ก็จะขวยเขินอายอยู่คนเดียว ผู้หญิงเค้าไม่เห็นรู้สึกอะไรเลย

ผมเป็นคนความจำดีมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ทั้งที่ไม่ได้อยากจะจำอะไรมากมายแต่มันจำของมันเอง โดยเฉพาะชีวิตวัยเด็ก เพราะโรงเรียนเราเล็กๆมั๊ง ชั้นนึงก็มีกัน 2 ห้อง ห้อง ก. กับ ข. แต่ล่ะปีก็มีคนเข้าคนออกบ้างเล็กน้อย ส่วนใหญ่เพื่อนๆที่เรียนตั้งแต่อนุบาลก็เรียนต่อกันจนจบ ป.6 เลยทำให้ค่อนข้างผูกพัน ก็มันมีกันอยู่เท่านี้ ให้ไล่ชื่อเพื่อนทั้งหมดคงไม่ได้ แต่ถ้ามีชื่อมีหน้าตามาแล้วให้บอกว่าไอ้นี่เรียนประดับวิทย์หรือเปล่านี่น่าจะพอบอกได้ บางคนอาจะบอกได้ว่า เฮ้ย ไอ้นี่เรียนตั้งแต่อนุบาล ไอ้นี่มาป.1 ไอ้นี่มา ป.4 อย่างถ้าที่แม่นๆเลยก็ ‘สุชาติ เสือโต’ เพื่อนคนนี้เรียนช้ามากตอนเราเป็นเด็กก็ไม่รู้หรอกว่าปัจจัยมันมีอะไรบ้าง ใครเรียนช้าก็วัดจากอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ซึ่งบางทีอาจจะไม่ได้หัวช้าแต่เราไม่รู้ว่าชีวิตนอกโรงเรียนมันเป็นยังไง เพื่อนอยู่ป.6 สุชาติยังอยู่ป.4 เพราะเขียนชื่อตัวเองไม่ได้ ยุคก่อนใครไม่ผ่านก็เรียนซ้ำชั้นไป อีกคนคือ ‘จันทร์แรม’ เป็นผู้หญิงตัวใหญ่ที่สุดในโรงเรียนคือ เอาง่ายๆมันเป็นสาวแล้วตอนผมยังเล่นกระโดดยางอยู่ แล้วพอป.6 จันทร์แรมก็ออกจากโรงเรียนไปเพราะตั้งท้อง …. กูงง อะไรคือท้อง ไม่ใช่อายุ 20 เหรอถึงจะท้องได้ ตอนนั้นคิดงั้น ดูสิการเรียนการสอนสุขศึกษาไทย

เกริ่นมาเสียยาว ที่จะเล่าคือ ตอนป.4 มั๊งหรือป.5 มีนักเรียนย้ายเข้ามาใหม่เป็นนักเรียนหญิงลูกคนจีนหน้าตาคือ เป็นคนจีนที่สุดในชีวิตที่เคยเจอตอนนั้นเลยก็ว่าได้ คือ ตาเค้าเล็กมาก แล้วจริงๆตอนนั้นก็เป็นคำถามจริงจังเลยแต่ไม่แน่ใจว่าได้ถามเค้าไปหรือเปล่าว่า “เธอเห็นโลกกว้างเท่าที่เราเห็นหรือเปล่านะ” แต่คิดว่าไม่น่าจะได้ถาม

เธอชื่อ ‘เชน’ บ้านเชนอยู่ในตลาดเรียกว่าตลาดบน ตาคลีมี 2 ตลาดคือ บนกับล่าง กั้นไว้ด้วยทางรถไฟ แต่บ้านเชนนั้นถือว่าตลาดบนมากๆเพราะอยู่หลังตลาดสดดวงนิมิตขึ้นไปอีกเกือบถึงตีนเขาเรด้าร์แล้ว จำได้ว่าเป็นตึกแถวแล้วก็ถ้าจำไม่ผิด บ้านของเชน รับจัดโต๊ะจีน เชนมีพี่ชาย 1 คน น้องสาว 1 คนอันนี้คือมารู้ทีหลังนะ ไอ้ตอนป.4 นั่นไม่รู้อะไรเท่าไหร่

จำได้ว่าเชนมีเพื่อนสนิทอีกคนชื่อ ‘เจี๊ยบ (สิรินุช กฤษณะสุวรรณ)’บ้านเจี๊ยบอยู่กล้ๆบ้านเชน ส่วนบ้านชาอยู่หน้ากองบินไกลกัน 7 กิโล แต่ชีวิตวัยเด็กของวิชาด้วยความที่พ่อหวงแล้วตัวเองก็ขี้ขลาดทำให้ชีวิตประถมไม่เคยเดินทางไปไหนมาไหนเองเลย พ่อไปรับไปส่งตลอดเวลาทุกที่ ไปตลาดคนอื่นเค้านั่งรถสองแถวไป วิชาก็ต้องรอพ่อไปส่ง จะเจอเพื่อนก็คือตอนมาโรงเรียนนั่นล่ะ

เชนเป็นเด็กผู้หญิงผอมสูง รู้สึกว่าสูงกว่าผมอีกนะตอนนั้น ตัดผมบ๊อบหน้าม้าตาตี่แทบจะปิด เป็นคนขี้อาย เสียงเล็ก แต่ก็เพราะหน้าตาแบบนี้และท่าทางขี้อายคล้ายๆกันล่ะมั๊ง ที่ทำให้วิชาเกิดไปชอบเชนเข้า ชอบจริงจังเลยนะ ช่วงนั้นค่ายนิธิทัศน์มีวงโอเวชั่นที่ร้องเพลง ‘โอ้ปาป๊า โอ้มาม๊า’ กับ ‘ถามเจ๊’ คือเรื่องราวในเพลงมันจีนๆไง ก็แอบจินตนาการว่าเป็นตัวเองในเพลง

ตอนนั้นเวลารู้ว่าพ่อแม่จะไปตลาดงี้จะขอไปด้วยตลอด เพื่อแอบเลียบๆเคียงๆไปชะเง้อหน้าดูบ้านเชน ฮ่าๆๆๆ ดูทำไมวะ เดินโฉบผ่านหน้าบ้านไรงิ ถึงเจอก็ไม่คุยอยู่ดี เวลาอยู่โรงเรียนก็ไม่คุย เนี่ย มันเป็นอย่างเนี๊ยนิสัยคือไม่กล้าบอก แต่ก็ไปบอกเพื่อนแทนแล้วเพื่อนก็จะแซวให้ เราก็เขินหน้าแดง ตอนหลังก็เฉไฉไปเป็นแกล้งๆเชนแทน จำได้ว่าชอบมาเป็นปีเลยนะ ช่วงป.5 มีไปเข้าค่ายลูกเสือนอกโรงเรียนแต่ก็แถวๆนั้นล่ะ แอบเอาการ์ตูนของพี่ชาย คือ พี่ชายมีการ์ตูนเยอะมาก เราก็ไปอ่านการ์ตูนผู้หญิงอยู่เล่มนึงละคิดว่าเชนต้องชอบ เลยเอาไปเข้าค่ายด้วยละเขียนที่ปกว่าให้ยืมอ่านนะฝากเพื่อนไปให้ ละเชนก็เขียนกลับมาประมาณว่า “บ้านรวยนักหรือไง เอาหนังสือมาให้คนอื่นอ่าน” เห็นไหมความคลาสิคของเด็กน้อยยุคนั้น

จำได้ว่าความสัมพันธ์ไม่ได้มีอะไรคืบหน้าเลย ต่างคนต่างเงียบ ช่วงนั้นอาจจะหันมาบ้าเรียน บ้าอิเล็กทรอนิกส์, วงจรไฟฟ้า ประกอบกับเริ่มไปชอบเพื่อนอีกคนเฉยเลย นิสัยเสียจริงๆ คือ เหมือนอยู่ดีๆก็เบื่อเชนไปซะอย่างนั้นจากเคยแกล้งๆแซวๆก็เลิก แล้วก็ไปคุยกับอีกคนนึงแทน จนตอนจะจบป.6 ก็เป็นแฟนกัน แฟนกันตอนนั้นคืออะไรวะ ถ้าป.6 ตอนนี้แฟนกันก็คงพากันไปไหนต่อไหน แต่ป.6 ของวิชาคือมือยังไม่ได้จับเลย จบป.6 ก็ไปเรียนกันคนล่ะโรงเรียนอีก ก็หายเงียบกันไป แต่เชนน่ะมาเรียนต่อโรงเรียนเดียวกัน แต่คนล่ะห้อง ก็เลยห่างๆกันไปไม่ค่อยได้คุยกันอีกเลย เพราะยุคนั้นมันก็ไม่มีอะไรที่จะมาสานสัมพันธ์ทิ้งไว้ได้ อย่างมากก็เบอร์โทรที่บ้าน ซึ่งก็ไม่มี แล้วพอจบม.3 ผมย้ายโรงเรียนอีกคราวนี้ก็จบเลยไม่รู้จะติดต่อยังไง

ผ่านมาจนยุคเฟซบุ๊คนี่ล่ะ ที่ทำให้คนยุคเรายังพอมีโอกาสมาเจอกันในโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คอีกครั้ง ถ้าเราแก่กว่านี้สัก 30 ปีก็อาจจะลำบาก

ชื่นชอบเจเนอเรชั่นตัวเองก็ตรงนี้ล่ะ พวกเราเป็นปลายอะนาล็อกต้นดิจิตอล เลยทำให้ทันเทคโนโลยีได้สบายๆในขณะที่ความทรงจำช่วงวัยเด็กหรือวัยรุ่นตอนต้นเราต้องใช้สมองและหัวใจของใครของมันบันทึกเอาไว้ไม่มีเฟซบุ๊คมาช่วยจำให้แล้วค่อยบอกเตือนใน On this day ภาพถ่ายอะไรก็ไม่มี ไม่มีการ tag เหตุการณ์ร่วมกัน ไม่เคยมีภาพเคลื่อนไหว

แทบทุกเหตุการณ์ไม่มีหลักฐานใดๆให้จับต้องนอกจากภาพในความทรงจำที่เรานึกถึงมันขึ้นมา หลายครั้งก็อมยิ้มไปกับมัน หลายครั้งก็หัวเราะกับความห่วยจ่อยที่คิดว่าทำไปได้ยังไง นี่แหล่ะ ความทรงจำเป็นสมบัติส่วนตัวของใครก็ของมัน

หลังจบป.6 จำได้ว่าเคยได้ยินเพื่อนเก่ามาบอกว่า

“จริงๆเชนก็ชอบมึงเหมือนกันนะตอนนั้นแต่มึงไม่อะไรสักทีมัวแต่อายๆแล้วอยู่ดีๆมึงก็ไปชอบอีกคน เชนก็เลยเสียใจและเซ็ง”

“………”

ไม่เคยได้ถามเชนแฮะว่าตอนนั้นเคยชอบเราบ้างหรือเปล่านะ 5555 เพราะก็ไม่ได้เจอกันเกิน 20 ปีแล้วเห็นแต่ในเฟซบุ๊คมีครอบครัวล่วงหน้าวิชาไปหลายปีแล้ว

แต่ที่ชัดเจนตอนนั้นคือเราน่ะชอบเธอจริงจังนะ

อยากบอกเธอ…รักครั้งแรก แรก เลยล่ะ

ปล. ที่แรก แรก เพราะช่วงแรกๆน่ะชอบไปเรื่อยหลายคนเหมือนกัน 5555

19 views

©2019 by ChaHarmo. Chiang Mai, Thailand