พักสายตาระหว่างทาง - เขียว เขียว

ผมมองชีวิตเป็นการเดินทาง

เมื่อมนุษย์เราเริ่มรู้ภาษาเริ่มรู้ว่าเราต้องใช้ชีวิต เมื่อนั้นเราก็เริ่มออกเดินทาง

ยิ่งเติบโตการเดินทางก็ค่อยๆชัดเจนขึ้น จากวัยเด็กที่รอบตัวเรามีแต่สนามหญ้าสวนดอกไม้อะไรๆก็สนุกสนานน่าสนใจ ไม่ต้องคาดหวังสิ่งใดและก็ไม่ได้รับรู้ว่ามีใครคาดหวังสิ่งใดในตัวเรา

จากที่ไม่ค่อยคิดอะไรกลับต้องคิด เพราะถูกบอกว่าเราต้องไปทางโน้นไปทางนี้ เป้าหมายของเส้นทางนี้สิดี มีเงินนะ พอมีเงินแล้วจะมีสุข มีความสบาย ไป เดินไปตามทางนี้แหล่ะ เป้าหมายรออยู่




แต่เมื่อเปิดตาให้กว้างจริงๆแล้วเราจะรู้ได้ว่าเป้าหมายปลายทางนั้นมันช่างมากมายหลากหลายให้เลือกไปเหลือเกิน ที่ดีที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งควรจะทำได้คือ รู้ว่าปลายทางของตัวเองคือที่ใด ได้เลือกเองและได้ลองเดินทางไปเอง


ผมมองชีวิตเป็นการเดินทาง

คนเราจะเลือกปลายทางเป็นสิ่งใดจะขึ้นยอดเขา, จะลงทะเลจะไปไหนก็เลือกปลายทางไปเถอะ ถ้าเรามีความสุขที่ได้เลือกและในขณะเดียวกันก็พิสูจน์ให้คนที่เรารัก คนที่รักเราได้เห็นว่าเราสุขจริง และไม่ได้ไปทำให้ใครทุกข์ เท่านี้ก็น่าจะเป็นการเริ่มต้นที่ดี

แต่ก็อีกนั่นแหล่ะ การเลือกเป้าหมายแล้ว ไม่ได้แปลว่ามันจะสุขกายสบายใจจริงๆได้ตลอด เพราะการเดินทางย่อมต้องใช้พาหนะแต่ทีนี้ที่แตกต่างและเป็นความจริงของโลกใบนี้ คือ คนเรามีต้นทุนต่างกัน พาหนะที่จะใช้พาเราไปยังจุดหมายจึงต่างกัน หลายคนสามารถมีปลายทางได้หลากหลายในหนึ่งชีวิต เขาอาจจะอยากไปหิมาลัยหรือเลือกลงใต้ทะเลลึก เพราะเขามีเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวหรือเรือดำนั้นมันก็ง่ายสำหรับเขา แต่กับอีกหลายคนที่อยากไปเยี่ยมหิมาลัยแต่ยังไม่มีรองเท้าเดินเขาเลยสักข้าง มันก็ถือว่ายากกว่ากัน การเดินทางนั้นย่อมไม่สะดวกสบาย เกิดความทุกข์กายไม่สบายใจขึ้นบ้าง เพราะต้องใช้แรงต้องใช้ความพยายามทั้งร่างกาย, จิตใจและสมองมากกว่าคนที่มีต้นทุน


แต่ผมก็มองชีวิตเป็นการเดินทาง และสิ่งสำคัญของการเดินทางที่ผมให้ความสำคัญที่สุดนั่นคือ เราได้เลือกจุดหมายปลายทางรวมทั้งเส้นทางของตัวเอง การไปยังเป้าหมายของชีวิตอย่างที่ว่ามาบางคนมีทางลัด บางคนมีต้นทุนดีกว่า นั่นก็เป็นเรื่องของบุญกรรมแต่ปางเก่า (ถ้าจะเชื่อเช่นนั้น)

ที่สำคัญไม่ต่างจากปลายทางที่เราเลือกคือ เราเริ่มจะออกเดินทางแล้วหรือยัง หลายคนเฝ้าฝันถึงความสำเร็จนั่นนี่ให้ชีวิต เหมือนนั่งมองยอดดอยหลวงเชียงดาว เฝ้าบอกตัวเองทุกวันว่าจะไปอยู่บนนั้นให้ได้ บนนั้นต้องดีแน่ๆ อากาศต้องดี ดาวต้องสวย อย่างนั้นอย่างนี้ แต่ยังไม่เคยหยิบรองเท้ามาสวมและก้าวเท้าออกจากบ้านปล่อยวันเวลาผันผ่านไป อ้างทุกสิ่งทุกอย่าง พร่ำพูดแต่ข้อจำกัดของชีวิตแต่ไม่ลงมือทำสิ่งใด เมื่อถึงวันหนึ่งจริงๆที่สังขารอันเราไม่สามารถควบคุมมิให้ถดถอยตามวันเดือนปีได้มันร่วงโรย ถึงวันนั้นก็สายไปแล้ว


เพราะชีวิตคือ การเดินทางมีเป้าหมายไว้ให้มั่นเหมาะแต่ก็ไม่ต้องกลัวจะเถลไถลบ้างตราบใดที่เราสุขใจดี ไม่ได้ไปก่อทุกข์ให้ใคร อดีตก็สำคัญ อนาคตก็ไม่แพ้ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ตอนนี้, เวลานี้, วินาทีนี้ เราอยู่กับสิ่งใด เป้าหมายก็สำคัญ


ยอดเขาสูงมีสิ่งสวยงามและหลายเรื่องราวคอยอยู่ แต่สองข้างทาง, ดอกไม้ใบหญ้าเล็กๆก็มีสิ่งสวยงามให้เราชื่นชมได้ไม่แพ้กัน

ผมเขียนเพลงนี้งึมงัม ตอนนั่งๆนอนๆบนรถกรีนบัสขณะเดินทางไปจังหวัดน่านเมื่อ 2 ปีก่อน แดดยามบ่ายส่องจ้า แต่ฝนก็ปรอยเม็ดเล็กๆลงมาสะท้อนสวยงาม นกหลบฝนอยู่ใต้ต้นไม้

เขียนบันทึกอารมณ์เอาไว้แค่นั้นเอง ก่อนที่ท่อนสองท่อนสามจะตามมาแบบกระท่อนกระแท่นและไม่ใช่จะจบ ไปจบเอาอีกทีก็ตอนขี่มอเตอร์ไซค์ตากฝนเบาๆจากแม่ลาน้อยไปขุนยวม ผูกร้อยเรื่องจริงกับจินตนาการว่าเราผ่อนคลายอยู่คนเดียวในบรรยากาศอย่างนี้ เราอยู่คนเดียวแต่ในใจก็มีอีกคนให้นึกถึง


ยังมาค้นพบท่อนฮุคอีกท่อนระหว่างวิ่งออกกำลังกายที่สวนปาล์มของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในเช้าวันหลังลมฝนแรงที่ผ่านมาเมื่อคืน พบต้นไม้ใหญ่แถวนั้นล้มมา 1 ต้น .. ก็เหมือนได้สัจธรรมเดิมๆเข้ามาผสมในเพลง โดยมวลรวมๆของเพลงนี้มันจะเป็นต้นไม้,ใบหญ้าเขียวๆและปรอยฝน เพลง เขียว เขียว ก็เลยออกมาเป็นเช่นนี้แล

#เขียวเขียว #ชาฮาโม #thetraveller

©2019 by ChaHarmo. Chiang Mai, Thailand