ตะแบกบานแล้ว …

บันทึกเมื่อเข้าหน้าร้อนปี 2016


สังเกตกับตัวเองมาโดยตลอดว่า ยิ่งอายุเราเพิ่มเติมขึ้นความคิดต่อสิ่งต่างๆรอบตัวมันก็มักจะเปลี่ยนๆตามไป ที่ชัดเจนคือ ตอนวัยรุ่นนี่ส่วนใหญ่จะไปให้ความสำคัญกับเทศกาล วันสำคัญต่างๆ ปีใหม่ ลอยกระทง สงกรานต์ เปิดเทอม รับน้อง วันขึ้นดอย สปอร์ตเดย์ หรือ อะไรพวกนั้นล่ะที่มันเป็นวันที่สำคัญแต่เมื่อเริ่มมีอายุ (ยังไม่แก่) กลับไปให้ความสำคัญกับฤดูกาลแทน คือ มันจะกว้างกว่าเทศกาลหรือวันสำคัญต่างๆ แต่กับฤดูกาลนี่มันดันมามีผลต่ออารมณ์เสียเหลือเกิน อุณหภูมิขนาดนั้นขนาดนี้ แสงแดดจ้ามากน้อยแต่ไหน ฟ้าแบบไหน เมฆเยอะเมฆน้อย ความชื้นในอากาศ ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำ ความแห้งของดิน รวมไปถึงต้นไม้ใบหญ้าต่างๆ เสือกมามีผลต่ออารมณ์ความรู้สึกในช่วงนั้นๆมากเลยผมเป็นคนมีปัญหากับหน้าแล้งมานานแล้ว … โดยปัญหาเริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ในสมัยเรียนเราจะปิดเทอมกันช่วงนี้ล่ะต้นมีนา พอสอบกันเสร็จ ใครที่อยู่ต่างจังหวัดก็จะเริ่มเก็บข้าวของแยกย้ายกันกลับบ้านของตัวเองส่วนคนที่กลับทีหลังหรือไม่ได้กลับก็ต้องอยู่หอกันต่อไป ยิ่งถ้าเป็นเทอมสุดท้ายของมหาลัยแล้วด้วยการสอบเสร็จเทอมสุดท้ายนี่หมายถึง แล้งนี้ การจากลานี้ จะอีกนานเลยกว่าเราจะได้พบกันใหม่บรรยากาศในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ช่วงที่ไม่มีคนนี่มันโคตรเงียบเหงาสุดๆ ในมช.จะมีต้นสักเยอะแล้วใบสักก็จะร่วงโรยออกจากกิ่งจนเกือบหมด ใครขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านทางศาลาธรรมไปอ่างแก้วตอนเย็นๆจะรู้สึกได้ ตรงนั้นเป็นสวนสัก แล้วพอเข้าหน้าแล้งบริเวณนั้นจะเหลืองกรอบไปด้วยใบสักหดหู่ที่สุด มองไปตามสนามบาส ลานจอดรถตามหอต่างๆ เงียบเชียบ นั่นล่ะคือความฝังใจหนึ่งเมื่อปี 2550 ตอนนั้นผมเป็นอาจารย์ปีแรกที่วิทยาลัยศิลปะ สื่อและเทคโนโลยีมช. ตอนนั้นเราย้ายตึกเรียนมาอยู่ตรงที่ปัจจุบันนี้แล้ว เราใช้สหกรณ์เก่าของมช.เป็นสโมสรนักศึกษาฯ เย็นๆก่อนค่ำวันนั้นหลังเลิกเรียนกัน เด็กๆก็เดินไปมาทำอะไรก้อกแก้กกันจำนวนหนึ่ง ผมก็เตรียมจะขับรถกลับบ้านเงยหน้ามองไปที่ดอยสุเทพ ดวงอาทิตย์ใกล้จะตกดินทะลุฝ่าฝุ่นควันในอากาศซึ่งน่าจะเป็นปีแรกๆเลยที่อากาศเชียงใหม่และภาคเหนือเข้าสู่วิกฤติ ดวงอาทิตย์เวลาจะตกดินแล้วมันฝ่าฝุ่นควันออกมาเนี่ย ดวงมันจะแดงๆ น่ากลัว ฟ้าก็เริ่มจะน้ำเงินเข้ม ต้นไม้ใหญ่ไร้ใบมากมายยืนแข็ง ต้นไหนที่กิ่งเยอะๆ ก็ดูอย่างกับภูติผี โหยหวน ชูมือหงิกๆงอๆเป็นเงาดำซิลลูเอท ภาพวันนั้นก็เป็นอีกหนึ่งฝังใจต่อหน้าแล้ง ผ่านมา 18 ปี จนปีที่แล้ว 2558 ก็เช่นเคยปลายกุมภาจนผ่านมีนา จนนู่นล่ะ ถึงสงกรานต์ สภาพจิตใจของผมที่มีผลอันมาจากบรรยากาศของหน้าแล้งถึงจะเริ่มดีขึ้น ยิ่งอ่านหนังสือหลายๆเล่มของมูราคามิ แล้วทำไมมันรู้สึกว่าภาพในหัวจากหนังสือมันมาซ้อนทับภาพบรรยากาศในมช.ตอนหน้าแล้งก็ไม่รู้สิ เลยหนักเข้าไปใหญ่ทุกๆปีพอจะเข้าหน้าแล้งนี่แทบจะอยากหนีไปอยู่ที่อื่นแต่ก็ไม่รู้ที่ไหน เพราะที่ไหนๆ(ในไทย)ก็น่าจะเหมือนๆกันหรือเปล่า แต่อยากจะย้ายไปไหนก็ไม่เคยได้ไปสุดท้ายก็จมจ่อมความหดหู่ผ่านมันมาทุกปี รอจนพ้นสงกรานต์ผ่านไปจนถึงฝนแรกตกชีวิตจิตใจถึงจะโอเคขึ้น ปลายเดือนกุมภาที่ผ่านมาก็ทำใจไว้แล้วว่า เดือนนี้กูต้องแย่แน่ๆยังคงเข้าไปในมช.แทบทุกวันเลยตอนเช้าตรู่บ้าง เย็นๆค่ำๆบ้าง … ยังคงหดหู่เหมือนเดิม แต่น้อยกว่าเดิมแฮะ แล้วรู้สึกน้อยลงๆทุกวันด้วยอ่ะ ..ไม่แน่ใจว่าที่ผ่านมามันไม่มี หรือ เอาจริงๆคือเราไม่ได้มองเลย อันนี้สำคัญเลย คือ ที่ผ่านมาตัวเองคงมองแม่งแต่ใบสักใบอะไรที่มันร่วงแห้งกรอบ มองเห็นแต่อย่างนั้นน่ะมาหลายปี

จนตอนนี้เพิ่งมาเห็นได้ว่า หน้าร้อนเนี่ย มีดอกไม้อีกหลายชนิดมากๆเลยนะที่มันจะมาบานตอนนี้ คือ เริ่มออกดอกตอนปลายหนาวมาจนเข้าสู่หน้าร้อนเนี่ย ดอกทองกวาว ดอกเหลืองอินเดีย คือ สีมันจัดจ้านสดใสมากๆเลย มีต้นไม้บางต้นที่ใบเพิ่งจะมาเขียวสดเอาช่วงนี้ ช่วงหลายวันมานี้เวลาเข้ามาเลยชอบมองดอกไม้พวกนี้มากกว่ามองใบสัก และ หนึ่งในต้นไม้ที่ชอบมองช่วงนี้คือ ต้นตะแบก มีกระจายๆอยู่ทั่วม.แต่บริเวณที่โดดเด่นคือ หน้าธนาคารกสิกร กับแถวๆหอ 2 หอ 3 หญิง คือ มันจะออกดอกสีม่วงๆแต่มีหลายเฉด เข้มบ้าง อ่อนบ้าง แล้วดูไกลๆมันเหมือนภาพเขียนลัทธิประทับใจ (Impressionism) ของโมเน่ต์

ได้ยินชื่อต้นตะแบกมาตั้งแต่เด็ก เพราะแม่ชอบดอกนี้และชอบพูดถึงแต่เอาเข้าจริงไม่ได้สนใจเลยว่าหน้าตามันเป็นยังไง มีเพลงโปรดแม่เพลงนึงด้วยที่มีชื่อตะแบกอยู่ในนั้น ชื่อเพลง ข้าวคอยเคียว ก็ยังไม่ได้สนใจต้นตะแบบอยู่ดีจนมาณ วันนี้อาจจะด้วยคิดถึงแม่ คิดถึงบ้านหรือเปล่า หลายๆอย่างมันก็เชื่อมโยงกันไปเอง ทุกวันนี้เลยชอบเข้าไปในม.ไม่ได้สนใจละว่ามันจะเงียบคนจะเยอะจะน้อยหรือเปล่า ไปนั่งมองดอกไม้พวกนี้กลับรู้สึกดีต่อหน้าแล้งขึ้น ยังมีอีกหลายดอก เช่น เฟื่องฟ้าข้างคณะรัฐศาสตร์นั่นก็ดอกเพียบเลยช่วงนี้ ดอกเหลืองอินเดียที่โคตรเหลือง เหลืองแบบในอุดมคติของวิชาเลยล่ะ เดี๋ยวสักพักใกล้ๆสงกรานต์ดอกคูนตรงอ่างแก้วก็คงจะเริ่มออกดอกอีก จริงๆหน้าแล้งนี่มันเป็นฤดูสีสันเลยนะนั่น แต่ที่ผ่านมาเราคงยึดติดกับความสูงใหญ่และใบเขียวของต้นสักที่มีมาตั้งแต่หน้าฝนพ้นหนาวจดสุดท้ายก็ร่วงกรูกรอบแห้งเอาตอนหน้าร้อนนี่ … ช่วงเวลานี้ไม่ใช่ช่วงของเธอนะ ต้นสัก ไปยึดติดกับมันมากพอร่วงโรยเราก็พานเหี่ยวไปด้วย หันไปมองทางอื่นบ้างน่าจะดี นี่จึงนับเป็นแล้งแรกหลังจากมาอาศัยที่เชียงใหม่ที่หดหู่น้อยกว่าทุกปีที่ผ่านมา หวังว่าอาการนี้จะดีขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้พยายามหาข้อมูลว่าต้นไม้ต่างๆที่ออกดอกอยู่ในม.ช่วงนี้มันต้นอะไรบ้าง ถ้ามีบ้านจะขนไปปลูกให้หมดเลย เผื่อจะได้ลดอาการหดหู่และไม่ตลกยามหน้าแล้งลงได้



5 views

©2019 by ChaHarmo. Chiang Mai, Thailand