ฉันต้องทำ ทำอะไรสักอย่างแล้ว - 3 -

Updated: Sep 5, 2019

เพิ่งมารู้ว่าเพื่อนชาวแก๊งกรุงเทพฯก็กลับมากันอีกแล้วในเทศกาลลอยกระทงนี้(เพราะช่วงนั้นจบใหม่ๆหาเทศกาลใดกลับเชียงใหม่กันได้มันก็จะพากันกลับมา)


กลับมาก็อย่างที่รู้กันโดยมิต้องบอกกล่าว ไม่มีกิจกรรมอะไรนอกจากตั้งวงสังสรรค์กัน รอบนี้นัดรวมพลกันไปเล่นพลุเล่นไฟแถวๆอ่างแก้วก่อน


ก่อนตอนตีหนึ่ง ผมตัดสินใจโทรไปชวนนุ้ย นุ้ยบอกหลับไปแล้วแต่ก็อยากไปนะ อยากเจอเพื่อนพี่ เลยตัดสินใจตื่นขึ้นมาอีกรอบ สักพักเพื่อนผมขับรถมารับผมแล้วก็ไปแวะรับนุ้ยที่หอพักใกล้ๆกัน


ไปถึงอ่างแก้วพบฝูงชนเยอะมากทั้งชายหญิง กลุ่มเราเองก็ปาไป 10 กว่าคนแล้วยังมีกลุ่มอื่นๆอีก ทุกคนต่างมีรอยยิ้มบนใบหน้าสนุกสนานกันไป บ้างก็มาเป็นคู่จูงมือกันน่ารัก ในยุคนั้น มช.ยังไม่ห้ามคนไปลอยกระทงที่อ่างแก้วเพราะคนยังไม่เยอะ กระทงก็ไม่เยอะ ขยะก็เลยไม่เยอะตามหนำซ้ำยังเป็นยุคเสรีแอลกอฮอล์ บรรยากาศเลยค่อนข้างเถิดเทิงกันมากกลุ่มเราจุดพลุโอ่ง แล้วไอ้วีก็นำทีมเพื่อนๆร้องเพลงลูกเสือรอบกองไฟหัวเราะกันเองเป็นบ้าเป็นหลังจนกลุ่มอื่นๆที่เดินอยู่แถวๆนั้นก็มายืนหัวเราะดูพวกเราเหล่าสันทนาการเก่าอะไรกันก็ไม่รู้


ผมแอบมองนุ้ยเป็นบางเวลาอยากรู้ว่าน้องเค้าจะโอเคไปกับวิศกรเหล่านี้ไหม นุ้ยยิ้มและหัวเราะแบบไม่เหนียมอายตลอดเวลา

เลิกจากอ่างแก้วเกือบตี 2 แล้วเรายังยกขบวนกันไปต่อที่บ้านเรา “คณะวิศวกรรมศาสตร์” โดยนึกว่าจะมาหาที่สงบๆเล่นกีตาร์ร้องเพลงคุยกันเบาๆ

ปรากฏเข้ามาถึงก็พบกลุ่มคนที่คิดแบบเดียวกับเราอีกเพียบเลย มีทั้งวงรุ่นพี่และรุ่นน้อง พวกเราเริ่มแวะวงรุ่นพี่ก่อนซึ่งมีทั้งเหล่าว่าที่อาจารย์ของ มีทั้งพี่ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งซึ่งสนิทสนมกับพวกเราดีไม่ใช่วิศวะแต่เป็นข้าราชการใหญ่โตด้วยชอบสนุกสนานเฮฮาเลยจับพลัดจับผลูมารู้จักกัน ท่าทางพี่ๆจะกรึ่มแซงพวกเรามาไกล พี่ชายท่านนั้นซึ่งเห็นผมมาก็นานแต่เพราะไม่เคยเห็นผมมากับผู้หญิงคนไหนเลย วันนี้แกมาเจอนุ้ยก็เลยนำทุกคนร่วมกันแซวผม “เฮ้ย เป็นไงมาไง น้องคนนี้เป็นใครอะไรยังไง อธิบายให้พี่ๆฟังหน่อย” “เจอกันที่ไหนยังไง เล่าหน่อย” ผมก็เล่าของผมไปตามความจริงตั้งแต่เมาละไปโผล่ที่ค่ายสักพักแกก็ว่าต่อ “เฮ้ย ไหนๆอยู่กันพร้อมหน้าแล้วมีความในใจอะไรจะบอกน้องนุ้ย บอกเลยทุกคนเป็นพยาน” จังหวะนั้นก็คิดอะไรไม่ออกละหันไปพึ่งกีตาร์ละกันวะ “ผมบอกเป็นคำพูดไม่ได้ครับ บอกเป็นเสียงดนตรีแล้วกัน” ผมหยิบกีตาร์มาเล่นทำนองเพลง “ a lover’s concerto” ทุกคนปรบมือเกรียวกราว คราวนี้พี่ท่านนั้นหันไปหานุ้ย “แล้วน้องนุ้ยล่ะ มีความในใจอะไรจะบอกกับพี่เค้า” นุ้ยเขินอาย... พี่ท่านเดิมบอกว่า “ไม่เป็นไร น้องนุ้ยเรียนเมเจอร์ฝรั่งเศส อนุญาตให้พูดมาเป็นภาษาฝรั่งเศสได้” น้องนุ้ยก็พูดมา “ปงชู สปู ตอง ดฟหาด่ด....” อะไรไม่รู้ ไม่มีใครในวงนั้นรู้เรื่องหรอก

แต่พี่ชายคนดีก็ยิ้มแล้วก็แปลให้ “นุ้ยชื่นชอบผมยาวๆที่ไม่ได้สระของพี่เค้า เสื้อผ้าที่ไม่ค่อยซักของพี่เค้า ฯลฯ” คือทุกคนก็รู้กันละว่าแกมั่ว แต่ก็ทำให้วงเหล้าตรงนั้นมีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ผมแอบมองนุ้ย นุ้ยหันมายิ้ม


วงของพี่ๆเลิกรา พวกเราย้ายตัวเองไปยังวงน้องๆซึ่งก็เป็นเหล่าลิ่วล้อที่ไปค่ายด้วยกันนั่นล่ะ ตอนนี้พวกเราแก่สุดแล้วเพื่อนหลายคนขอตัวกลับกันไปก่อนเหลือเพียงผม ไอ้วี ไอ้นุ และรุ่นน้องอีก 3-4 คน ผมดีดกีตาร์ร้องเพลงตามหน้าที่เสมอมา ช่วงนั้นเพลง “ทำอะไรสักอย่าง” ของพี่ป้างกำลังมาแรง “หัวใจเต้นแรง หน้าแดงทุกที .....” ร้องกันมาได้ไม่กี่ประโยคก็ดำน้ำแล้วก็มาเข้าท่อนฮุค “ฉันต้องทำ ทำอะไรสักอย่างแล้ว...”

ใช่ ต้องทำ ทำอะไรสักอย่างแล้วไหนเราก็สบตายิ้มให้กันมาก็นานหลายชั่วโมงแล้วนะ

พวกเราร้องเพลงนี้แบบกระท่อนกระแท่นคืนนั้นไม่ต่ำกว่า 10 รอบจนใกล้เช้า ไอ้วี เจ้าเดิมก็เริ่มทำอะไรตามใจมันแต่ถูกใจผม หลังจากแซวๆเรามาหลายรอบไอ้วีก็ลุกขึ้นยืนกล่าวจริงจังเหมือนบาทหลวงในพิธีแต่งงาน

“พี่ชาจะรับน้องนุ้ยเป็นแฟนหรือไม่” ผมยิ้ม “รับครับ”

“น้องนุ้ยจะรับพี่ชาเป็นแฟนหรือไม่” นุ้ยหัวเราะคิก พยักหน้า “รับค่ะ” บาทหลวงวี “ยินดีด้วยนะเพื่อน” เหล่ารุ่นน้องก็ทำตัวเป็นเด็กโปรยดอกไม้ในพิธี คือ ใบมะม่วงแถวๆนั้น แค่นี้ก็เป็นแฟนกันละเหรอวะคิดในใจ


แสงแดดเช้ามาแล้ว ... ถึงเวลาอันสมควรเรามึนและง่วงกันมาก ไอ้นุขับรถมาส่ง โดยส่งนุ้ยก่อนเรายิ้มร่ำลากัน เราจับมือกัน จับแบบตกลงธุรกิจอะไรกันน่ะ เชคแฮนด์ เขย่ามือ ไม่ใช่จับแบบคนเป็นแฟนกันเค้าจับยังงงๆอยู่ว่าจับทำไมวะ

"เดี๋ยวบ่ายๆเจอกันนะ"

หลับไปพร้อมกับเสียงเพลงชาติจากโรงเรียนวัดช่างเคี่ยน และรอยยิ้ม


ก่อนที่อีกไม่กี่วันต่อมามันจะหายไปและเหลือแต่น้ำตา



©2019 by ChaHarmo. Chiang Mai, Thailand