ฉันต้องทำ ทำอะไรสักอย่างแล้ว - 1 -

ต้นลมหนาวปลายตุลาคมปี 2547


บรรยากาศรอบกายก็คล้ายๆกับหลายปีที่ผ่านมา ณ วันนี้ผ่านชีวิตมหาวิทยาลัยในระดับปริญญาตรีมาพักใหญ่แต่ยังคงวนเวียนอยู่กับวิทยานิพนธ์ปริญญาโทในสาขาวิชาเดิม ซึ่งแลดูตีบตันไร้ทางออก ประกอบกับเพิ่งผ่านการอกหักมาหมาดๆจากอะไรหลายๆสิ่ง


เย็นย่ำวันศุกร์นั้น ผมพาตัวเองไปเดินเล่นในมช.ไปเดินปะปนให้วัยรุ่นยกมือไหว้เล่น ในกิจกรรมถนนคนเดินของมหาลัน ที่ปิดถนนกันตั้งแต่หอนาฬิกายาวมาถึงสี่แยกสนามวอลเล่ย์ ตังค์ก็ไม่ค่อยมีหรอก หลักๆก็ไปเดินงั้นๆไม่มีอะไรจะทำ ขณะเดินปล่อยตัวปล่อยใจทอดตามองหาเผื่อเจอคนรู้จักมักจี่ ซึ่งก็พอมีบ้างประปรายก็พลันได้ยินเสียงแหลมๆตะโกนเข้าหู


“พี่ค้าา ร่วมบริจาคเงินเพื่อไปซื้อสิ่งของมอบให้เด็กๆบนดอยด้วยค่า”ก็ยังเฉยๆปล่อยเสียงนั้นเลยผ่านหัวไป ไม่ถึง 10 วินาที ประโยคเดิมมาอีกครั้ง

“พี่ค้าา ร่วมบริจาคเงินเพื่อซื้อสิ่งของมอบให้เด็กๆบนดอยด้วยค่า” เงยหน้าขึ้นมองเจ้าของเสียง

สาวผมหยิกยาวแต่รวบเอาไว้ เดาในใจว่าน่าจะสักปี 2 – 3 เราเองก็เคยอยู่ชมรมอาสาที่คณะสมัยเรียนเหมือนกันก็ อืม เอาวะ ร่วมทำบุญไปกับน้องเค้าด้วยก็ได้ แต่ก็ตามที่บอก เงินในกระเป๋าก็ไม่ค่อยจะมี ควักหาเหรียญ 5 ดันมีเหรียญบาทอยู่ 2 เหรียญกับเหรียญ 10 อีก 1 ตัดใจ อ่ะ หยอดใส่กล่องไป 10 บาท เสียงน้องสาวตอบกลับมา “ขอบคุณค่า” ก่อนเดินออกมาก็เนียนถามแก้เขินนิดนึง “ไปค่ายที่ไหนกันครับ” น้องผมหยิกก็ตอบยิ้มกระตือรือร้น “แม่แจ่มค่ะ” ผมก็ยิ้มให้หนึ่งที เดินออกมาก่อนแว่วเสียงกระซิบกระซาบของน้องกับเพื่อนๆเค้า “แอะ 10 บาทเอง”

รู้สึกเคืองเบาๆและอุทานในใจ “เอ้า เวรกรรม อะไรของมันวะ คนทำบุญก็ทำได้เท่าที่ทำป่าววะ”


เดินไปเดินมาอยู่สักพัก ได้เวลาก็ควบแดงน้อย(ชื่อรถมอเตอร์ไซค์) แต่เสียงดังมากไปตามถนนคูเมืองที่จำนวนรถราเริ่มคึกคักเพราะใกล้เข้าหน้าหนาว จุดหมายปลายทางคือบ้านร่มริมน้ำ Brasserie

อีก 1 ร้านอาหารและผับขึ้นชื่อย่านริมน้ำปิง เพราะที่นี่มีนักดนตรีฝีมือฉกาจฉกรรจ์นำโดย ตุ๊ก บราสเซอรี่ อันเป็นที่รู้จักของนักดื่มนักฟังเพลงทั้งไทยและต่างชาติประจำการอยู่


เริ่มดึกเล่นดนตรีไปก็ดื่มๆเบียร์ไป กรึ่มๆไปกับเพื่อนร่วมวง เล่นกันเสร็จเที่ยงคืน

เพื่อนวิศวะร่วมก๊วนโทรศัพท์เข้ามา “เฮ้ยยย ไอ้พวกกรุงเทพ ขับรถกันจะถึงแล้ว เดี๋ยวมันเข้าคณะกัน ไปแดกกันต่อในคณะ” ประโยคที่สร้างความยินดีให้กับศิษย์เก่าวิศวะนอกคอกอย่างผมก็ประมาณนี้แหล่ะ คือการได้พบเพื่อนเก่าร่วมเรียนที่เค้าแยกย้ายไปทำงานไกลๆกันจะกลับมาพบมาเจอ

แล้วไอ้พวกนี้ก็มักจะรักเพื่อน(หรือรักการดื่มเหล้ากับเพื่อน)มากกว่าบ้านตัวเอง

ขับรถออกจากกรุงเทพกันมาตอนเย็นถึงเชียงใหม่ดึกแทนจะเข้าบ้านดันขับตรงมาคณะเลย

หาเหล้าดื่มก่อน ..


ผมบึ่งรถกลับจากร้านแถวริมน้ำปิงมาเรื่อยๆจนถึงบ้านของเรา คณะวิศวะ เดินไปเดินมาสักพักเพื่อนๆจากกทม.มาถึง 3-4 คน สมทบด้วยเพื่อนๆที่เชียงใหม่อีก 2-3 คน เรากวาดตามองหารุ่นน้องๆ เจอรุ่นน้องที่สนิทสนมกัน ก็เป็นเด็กชมรมอาสานี่ล่ะ แต่เรียน ปี 5 กันแล้ว เอาตังค์ให้ ไล่ไปซื้อเครื่องดื่มและสิ่งจำเป็นต่อการดื่ม


เราก็เริ่มดื่มกินกันด้วยบรรยากาศเดิมๆคุยกันเรื่องเดิมๆวีรกรรมต่างๆที่ทำกันเอาไว้ เล่ากันหัวเราะกัน อำกันไม่มีเบื่อ หัวเราะกับเรื่องเดิมๆ น้องๆก็พลอยได้อานิสงส์ ฟังความวิปริตของรุ่นพี่มันไปด้วย เหล้าหมดไปขวดแล้วขวดเล่า เสียงหัวเราะ พูดคุยดังสนั่น สลับกับเสียงเพลงที่ก็ร้องกันเอง การแสดงประกอบต่างๆ เกมต่างๆในวงเมรัยที่คุ้นเคยถูกนำมาเล่นกัน เหลือบดูเวลาที่โทรศัพท์มือถือ นี่มันตี 5 แล้วนี่หว่า .. เอาไงกันดีหมู่เฮาจาวดอย คือ ในขณะที่ทุกคนเริ่มสติรางเลือนเตรียมตัวจะย้ายร่างไปยัง อมช. ที่เดิมของพวกเรากับมื้อเช้าก่อนเข้านอน ทันใดนั้นก็ดันมีรุ่นน้องนักศึกษาปัจจุบันซึ่งเป็นประธานชมรมอาสาเดินหน้าใส เข้ามาใต้คณะ พวกเราก็ตะโกนถาม "เฮ้ย ไอ้ตั้ม มึงเข้ามาทำอะไรแต่เช้ามืด วันนี้วันเสาร์ด้วยนี่หว่า” น้องตั้มตอบมาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “พอดี ต้องไปช่วยเด็กมนุษย์ฝรั่งเศส (หมายถึง คณะมนุษย์สาขาภาษาฝรั่งเศส) ไปบริจาคของที่แม่แจ่มครับพี่”


เราก็ได้แต่ “อ่อ อ่อ” ในใจผมก็คุ้นๆอะไรบางอย่าง ขณะที่ไอ้วีเพื่อนผมผู้มักมีความคิดอุตริอะไรเสมอๆตอนเมาโพล่งออกมาว่า “เฮ้ยๆๆ ไปกันป่ะ ไปกันป่ะ ไปค่ายกัน” ด้วยนิสัยใจคอพวกเราจะตื่นเต้นเวลาจะได้มีกิจกรรมกับนักศึกษาต่างคณะโดยเฉพาะผู้หญิงมาแต่ไหนแต่ไร แต่วันนี้เราคงลืมนึกไปกันว่าเราพ้นชีวิตนักศึกษามาจะ 4 ปีกันแล้ว

ไอ้วีหันมาถามที่วงซ้ายทีขวาที “ไปๆ ไปกันๆ ไอ้ช้างไป ไอ้แจ๊บ ไอ้นุไปกัน” ทุกคนล้วนหันหน้าหนี ปฏิเสธด้วยสำนึกกันได้ว่าเลยวัยที่จะมาทำอะไรบ้าๆบอๆตามใจตัวเองได้แล้ว ทั้งหมดเพิ่งจะขับรถกลับกันมาจากกรุงเทพ แค่เรื่องที่ยังไม่ยอมเข้าบ้านแต่ดันมากินเหล้ากันก่อนนี่ก็ผิดบาปต่อครอบครัวพอสมควรแล้วทุกคนจึงปฏิเสธและร่ำลาแยกย้ายกันกลับ เหลือผมครึ่งหลับครึ่งตื่นได้แต่ตอบไปว่า “ไปดิ ไปไหนก็ไปกัน กูไปกับมึง” ตอบไปโดยไม่คิดหน้าคิดหลังอะไรเลย

สรุปความว่ามีผมกับไอ้วีจะติดตามชมรมอาสาวิศวะปัจจุบันไปกับเค้าด้วยโดยมีลิ่วล้อรุ่นน้องปี 5 สมทบอีก 4-5 คน


ทั้งสองกลุ่มวิศวะและมนุษย์ไปรวมตัวกันที่อมช. ยังดี สุดท้ายพวกเราก็ยังได้กินข้าวอมช.สมใจ โดยมีของแถมคือการเดินทางไปแม่แจ่ม ไม่ได้รู้เลยว่าเค้าต้องค้างคืนกัน ทางเรายังไม่มีใครได้อาบน้ำกันเลยตั้งแต่เมื่อวาน ผมกับไอ้วีนั่งรถแดงไปกับรุ่นน้องวิศวะที่วิ่งเลาะคลองชลประทานออกไปเส้นหางดง

จากแรกๆออกมาก็ยังคุยเล่นเอิ๊กอ๊ากผ่านเวลาไปสักพัก รถเข้าสู่อำเภอสันป่าตองผมก็เริ่มง่วงหงาวหาวนอน ไม่ไหวแล้ว ... เอาหัววางบนพนักพิงหลับตาลง รถออกจากสันป่าตอง ไอ้วีสะดุ้งตื่นขึ้นมา “เฮ้ยย จะไปไหนกันวะเนี่ย โอ๊ยย กลับเหอะ” ผมก็สะลืมสะลือตอบ “ไม่เอา ห่า มาขนาดนี้แล้วไม่กลับแล้ว” ไอ้วีเถียง “ไอ้เหี้ย จะไปทำหอก อะไรวะแม่แจ่ม” ผมโต้กลับ “ก็มึงเป็นคนชวน” ไอ้วียังจะค้าน “แล้วทำไมมึงไม่ห้ามกู?” เราก็ได้แต่เถียงกันไปอย่างนั้น รถก็วิ่งไปเรื่อยๆหลับบ้างตื่นมาโม้เรื่องค่ายอาสาเก่าๆสมัยเราให้น้องๆฟังบ้าง สักพักก็หลับอีก มารู้ตัวอีกทีเมื่อรถเริ่มเข้าสู่ทางลูกรัง นอกเมืองของแม่แจ่มด้วยสภาพทางเป็นหลุมเป็นบ่อแถมฝุ่นยังคละคลุ้งไปหมดพวกเราไม่สามารถจะปิดตาหลับกันได้แล้ว แถมยังมีอาการผะอืดผะอมขึ้นมาเรื่อยๆ จนกระทั่งขบวนรถไปจอดเรียงกัน ณ จุดๆหนึ่ง เห็นแกนนำจากทั้งสองฝ่ายลงไปเจรจากันผมได้แต่โผล่หัวปรือตาเงี่ยหูฟัง จับใจความได้ว่าต้องมีการเปลี่ยนรถกันนิดหน่อย ต้องขนถ่ายของไปไว้ยังรถ6ล้อแล้วก็เอาคนมาอยู่ในรถแดง ทุกคนในขบวนรถจึงลงมาอยู่ข้างล่างแล้วเริ่มจัดสรรที่นั่งในรถแดงแต่ละคันกันใหม่ จังหวะนั้นความผะอืดผะอมถึงขีดสุดข้าวอมช.เมื่อเช้าไม่ย่อยแถมดันตัวจะกลับออกทางปากและไม่ใช่คนเดียวยังมีรุ่นน้องอีก 2 คน เราจึงไปยืนกอดคอกัน 3 คน ตรงข้างทางริมๆหน้าผาค่อยๆอาเจียนให้เป็นที่สังเวชตาของคนอื่นๆที่มองมา


หลังจากการแจกจ่ายป้ายชื่อให้กับชาวค่ายทุกคนอันเป็นธรรมเนียม ก้มมองป้ายชื่อตัวเองบนกระดาษสีเหลือง “ชา ปี 8” ผมและลิ่วล้อขึ้นรถแดงคันใหม่นั่งเรียงกันฝั่งหนึ่งของรถ โดยไม่ได้มองว่าอีกฝั่งหนึ่งเป็นใคร ด้วยยังเบลอๆสะลืมสะลือเกินจะเพ่งสมาธิไปยังเรื่องอื่นๆ ไอ้วีกับผมผลัดกันพูดเพ้อเจ้อเรื่องอดีตโดยมิได้สนใจว่าจะมีใครฟังบ้าง เงยหน้าขึ้นมามองผู้นั่งฝั่งตรงข้าม “ไม่ใช่วิศวะนี่หว่า” เป็นน้องๆผู้หญิงของมนุษย์ฝรั่งเศส ผมค่อยๆมองหน้าไปทีละคนจากซ้ายไปขวา “อืม ไม่รู้จักสักคน” ได้แต่ปรือตาฉีกยิ้มเจื่อนๆเบาๆให้ทุกคนน้องก็ยิ้มตอบกันกลับมาแบบไม่เหมือนไม่เต็มใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้

มีหนึ่งสาวในนั้นที่สายตาแสดงออกมาไปทางขุ่นข้องใจที่พวกผมเสือกมากับเค้าด้วย (รู้ทีหลังเธอคนนั้นคือประธานจัดกิจกรรมนี้) คงรู้สึกว่าพวกพี่ขี้เมาพวกนี้อาจจะก่อความวุ่นวายไม่เรียบร้อยให้กิจกรรมก็ได้ ซึ่งก็ไม่แปลกที่เค้าจะรู้สึกอย่างนั้น เข้าใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ก็พี่มาแล้วนี่นา หันกลับไปมองข้างทางต้นไม้พื้นเมืองเตี้ยๆถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นดิน


เสียงหนึ่งเอ่ยถามขึ้นเบาๆ “พี่คะ พี่คะ” ผมหันกลับ “หืม ครับ” น้องผมหยิกรวบไว้อย่างดี สวมเสื้อกันหนาวสีชมพู “เราเคยเจอกันมาก่อนหรือเปล่าคะ?? เมื่อเย็นวาน” ผมนึกขึ้นได้ สาวน้อยผมฟูถือกล่องรับบริจาคคนนั้นนี่หว่า เหลือบมองป้ายชื่อ “นุ้ย” คือชื่อของน้องเค้า ตอบไปว่า “ใช่ครับ โลกกลมจัง” น้องยิ้มตอบ “พี่ยังใส่ชุดเดิมอยู่เลยเนาะ” แล้วเสียงหัวเราะจากคนอื่นๆบนรถก็ดังขึ้น ก่อนผมจะอธิบายที่มาที่ไปของการมาร่วมกิจกรรมนี้ด้วย


รถมาถึงโรงเรียนชาวคณะแบ่งกันไปพวกวิศวะไปใช้แรงงานขนข้าวของ กลุ่มสาวมนุษย์ไปเตรียมทำสันทนาการให้เด็กๆนักเรียนที่ห้องสมุด ส่วนพวกเราเนื้องอกของกิจกรรมพากันนอนหงายท้องอยู่ในโรงอาหารทั้งรู้สึกผิดต่อน้องๆว่าไม่น่ามาทำให้เค้ารู้สึกไม่ดี ทั้งรู้สึกผิดต่อตัวเองที่พาร่างกายมาทรมานอะไรกันไกลขนาดนี้สักพักก็เริ่มโทษกันไปมาอีกว่าทำไมไม่ห้ามปรามกันก่อนจะมา จะหลับก็หลับไม่ลงจะตื่นก็ไม่เต็มตา ตัดสินใจกันลุกไปดูน้องๆเค้าทำกิจกรรมกับเด็กๆดีกว่าเผื่อจะช่วยเหลืออะไรได้บ้าง แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เด็กๆชาวเขายืนเข้าแถวกันเรียบร้อยโดยมีน้องๆคณะมนุษย์ยืนล้อมรอบกันนิ่งๆ โดยไม่รู้จะทำอะไรกันต่อ คงไม่เคยออกค่ายอะไรกันจริงจัง พวกเราสันทนาการค่ายเก่าเลยขออาสานำกิจกรรมให้เด็กๆ เริ่มจากเต้นอับราฮัม, ไก่ย่าง ฯลฯ เล่นเกมแจกของเล่น เป่าลูกโป่ง ผ่านไป 20 นาที ถือว่าใช้เวลาได้ตามที่กำหนดก่อนจะลงไปรับประทานอาหารร่วมกัน เหลือเกมสุดท้ายคือ เหยียบลูกโป่ง เราทั้งหมดร่วมกันเล่นเกมนี้ เหยียบกันไปเหยียบกันมา ใครลูกโป่งแตกก็ออกไปยืนเชียร์ จนเหลืออยู่ 2 คนสุดท้ายนั่นคือผม และเด็กดอย 1 คนวิ่งไล่กันไปมาพักใหญ่ประกอบเสียงเชียร์ของเด็กบนดอยและผู้ใหญ่จากตีนดอย จนกระทั่งจังหวะสุดท้ายที่ผมยินยอมแพ้ต่อพ่อเด็กชาวดอยให้เหยียบลูกโป่งลงเพื่อปิดเกมพร้อมกับปิดสติตัวเองแบบไม่รู้ตัว ความทรงจำสุดท้ายคือ ผมวูบล้มลงฟาดใส่เสาตั้งทีวีในห้องสมุดนั้น หัวกระแทกกับเสาค่อนข้างแรง จำได้ว่ายังไม่ทันรู้สึกเจ็บผมก็หลับไป

.

.

.

ค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง มีผ้าเช็ดหน้าห่อน้ำแข็งค่อยๆประคบบริเวณคิ้วขวา

สติค่อยๆทยอยกลับมา "เอ๊ะ กูอยู่ไหน ยังไงวะเนี่ย"

ลืมตาดูดีๆ เฮ้ย กูกำลังนอนหงายบนตักใครวะ

เอ้า ใช่แล้ว ...

นุ้ยนั่นเอง

(ติดตามต่อ)


©2019 by ChaHarmo. Chiang Mai, Thailand